2009/Oct/07

จากคนเขียนเรื่องผี  มาเป็นเขียนเรื่องพระ
โดยปีเตอร์   คาวานาห์

   เรื่องราวต่อไปนี้เป็นการสัมภาษณ์  แอน  ไรซ์  (Anne  Rice)  นักเขียนนวนิยายชุดแวมไพร์  ผีดูดเลือด  ที่ขายดีติดอันดับโลก  โดยผู้สื่อข่าวนิตยสาร  Messenger  of  St  Anthony  แอนน์  ไรซ์  ผู้นี้  หลังจากที่ละทิ้งศาสนาไปนาน  ได้หันกลับเข้าสู่พระศาสนจักรคาทอลิกดังเดิม




   แอนน์  ไรซ์  ทราบดีว่าฝีมือการเขียนนวนิยายของเธอประสบความสำเร็จสูงสุด  เนื่องจากคุณเนล  จอร์แดน  ได้นำนวนิยายของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์  และได้รับรางวัลออสการ์  ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  นำแสดงโดยทอม  ครูส  และแบรด  พิทท์  อย่างไรก็ตามความสำเร็จด้านวัตถุและความมีชื่อเสียงกลับทำให้เธอรู้สึกว่างเปล่า  หลงทาง  หวาดกลัว  และอ้างว้าง  เพราะหลายปีก่อนหน้านั้น  เธอหันหลังให้พระเจ้าผู้ทรงเป็นหลักชัยเดียวที่เธอควรยึดไว้ให้มั่น  เธอกล่าวถึงอดีตที่สิ้นหวังว่าเป็น  “ความหายนะทางใจ”  ที่เลวร้ายของชีวิต


   การหันคืนสู่ศาสนาของเธอเป็นเรื่องน่าทึ่ง  หลังจากที่เธอทิ้งศาสนาไปนานถึง  20  ปี  ซึ่งเป็นเวลาที่ผลงานของเธออยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีระดับโลก  นวนิยายที่เธอแต่งขึ้นเป็นเรื่องแวมไพร์  ผีดูดเลือด  และสรรพสัตว์ที่เป็น  “อมตะ”  ทั้งหลาย



   ผู้อ่านทั่วโลกตกตะลึง  เมื่อเธอหันกลับสู่ความเชื่อที่เธอเคยได้รับสมัยเป็นเด็ก  เธอเล่าเรื่องนี้ในหนังสือเล่มใหม่เรื่อง  Call  out  of  Darkness,  A  Spiritual  Confession  ซึ่งเล่าถึงการเดินทางในชีวิตที่น่าเศร้าของเธอ  เป็นสภาวะที่มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัยอย่างรุนแรง  และการ คืนดีที่เกิดจากแสงสว่างแห่งความจริง  ทั้งที่เกิดขึ้นเองและได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อน ๆ  คาทอลิก  เธอบรรยายการต่อสู้กับธรรมชาติมนุษย์อย่างกล้าหาญ
------------------------------------------------------------
วัยเด็กของแอนน์  ไรซ์  การศึกษาอบรมแบบคาทอลิก

   
แอนน์  ไรซ์  ในวัยเด็กประทับใจในการศึกษาอบรมแบบคาทอลิก  เธอมีความศรัทธามาก  ร่วมมิสซาทุกวัน  ทำนพวารเป็นประจำทุกสัปดาห์  เธอประทับใจในตัวซิสเตอร์และพระสงฆ์ที่ใจดี  และสอนให้เด็กทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งเสริมความเชื่อด้านศาสนาให้ เข้มแข็งยิ่งขึ้น  แอนน์  ไรซ์  เกิดเมื่อ  ค.ศ.1941  เธอได้รับชื่อที่ค่อนข้างประหลาดว่า  “Howard  Allen  O’Brien”  ตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงเรียน  เธอได้เลือกชื่อใหม่เป็น  “แอนน์”  และใช้ชื่อนี้ตลอดมา  เธออาศัยอยู่กับมารดาที่ติดเหล้าในเมืองนิวออลีนส์ชีวิตการศึกษาในวัยเด็ก ของเธออยู่ในสภาพแวดล้อม “คาทอลิก”   บันทึกของเธอบรรยายถึงบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกว่าศาสนาคาทอลิกเป็นบ่อกำเนิดของความดีทั้งหลาย  แต่ครอบครัวของเธอประสบชะตากรรมที่น่าเศร้า  จนเป็นสาเหตุให้เธอละทิ้งศาสนา



   มารดาของเธอเสียชีวิตเพราะติดสุราอย่างหนัก  ขณะที่เธออายุได้  14  ปี  บิดาแต่งงานใหม่และอพยพครอบครัวไปอยู่เท็กซัส  เธอจึงเข้าเรียนต่อในสังคมที่มิใช่คาทอลิก  เธอบรรยายว่า “เป็นครั้งแรกที่ดิฉันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาทอลิกเป็นชนกลุ่มน้อยจากนั้น ดิฉันก็ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นที่ถูกเก็บกดมานาน  ดิฉันแสวงหาทุกอย่างที่โลกสมัยใหม่ให้ได้  ดิฉันอ่านหนังสือของนักประพันธ์ที่มีแนวคิดว่ามนุษย์เป็นผู้กุมชะตากรรมของ ทุกสิ่ง  (existentialist)  ดิฉันใช้ยาเสพติด  ปล่อยตัวเรื่องเพศสัมพันธ์  และสนใจคุณค่าศาสนาของอินเดียและจีน  ขณะนั้นดิฉันเชื่อว่าโลกมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายใด ๆ  ต่อชีวิต  และชีวิตก็เป็นสิ่งที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง”
------------------------------------------------------------
แนวคิดที่มืดมน

   น้ำเสียงของเธอแสดงถึงความเสียใจ  เมื่อเธอกล่าวถึงช่วงที่เธอศึกษาในมหาวิทยาลัย  และการใช้ชีวิตกับ  “สตันไรซ์”  สามีที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน  40  ปี  สามีของเธอเป็นกวีและศิลปินชาวอเมริกัน  เขาชักนำให้เธอหันหลังให้พระเจ้า “ดิฉันเสียความเชื่อและยอมรับความคิดที่ว่าโลกสมัยใหม่เป็นฝ่ายถูกต้อง  และมนุษย์เราอาศัยอยู่ในโลกที่ไร้ความหมาย  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก  เพราะนับจากวันนั้นมาเป็นเวลา  38  ปี  ดิฉันไม่เคยรู้สึกว่าเป็นมนุษย์ที่ครบสมบูรณ์เลย”  

   การเปลี่ยนจากคาทอลิกไปเป็นนักประพันธ์อเทวนิยมระดับดาวรุ่งเกิดขึ้นหลัง จากที่ลูกสาวของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดอายุ  6  ขวบ  โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นตอกย้ำทัศนคติในการมองโลกของเธอ  ดังนั้น  เธอจึงเริ่มจับงานเขียนเรื่อง  Interview  with  the  Vampire  “การสัมภาษณ์ผีดูดเลือด”  ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของเธอ

“ดิฉันมิได้แสวงหาความเชื่อมากเท่ากับการที่พระเจ้าทรงแสวงหาตัวดิฉัน  เพียงแต่ว่าตอนนั้นดิฉันไม่ได้ใส่ใจเท่านั้นเอง”

   ผู้อ่านทั่วโลกคุ้นเคยกับนวนิยายชุดนี้  เพราะขายได้เกือบ  75  ล้านเล่มทั่วโลก  มีการวิจารณ์งานเขียนของเธอว่าตัวละครล้วนเป็น  “ผู้ที่เสียวิญญาณไปแล้ว”   และกำลังต่อสู้ระหว่างธรรมชาติของความดีและความเลว  เมื่อเธอมองย้อนกลับไปยังหนังสือที่เธอเขียน  เธอยอมรับว่าเป็นเรื่องการต่อสู้ของตัวเอง  ที่กำลังพยายามหาทางออกให้กับชีวิต  เธอตั้งคำถามกับตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมที่เธอจะเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องพึ่งพระเจ้า  การเป็นคนดีโดยไม่เป็นคาทอลิกจะเป็นไปได้ไหม  และเธอก็เข้าใจว่า  “นวนิยายที่เขียนขึ้นทั้งหมดคือ  การเขียนเปรียบเทียบโลกที่ไม่มีพระเจ้า  อันเป็นโลกที่ไร้ความหมายใด ๆ  และเป็นแนวคิดที่มืดมน”



   การ หันกลับสู่พระเจ้าและพระศาสนจักรของเธอ  มิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน  แต่เป็นการเดินทางในความมืดที่ยาวนานถึง  38  ปี  เธอกล่าวว่าเป็น “38  ปีแห่งการจาริกแสวงบุญกลับสู่พระเจ้า”  ตลอดช่วงเวลานั้นเธอและสามีได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก  ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย  เพราะ  “ดิฉันอยากจะไปดูสถานที่ต่าง ๆ  ที่นำผู้คนจำนวนมากสู่ความสุขและความชื่นชมยินดี  ทุกที่ที่ดิฉันไป  ดิฉันได้สะสมสายประคำ  รูปพระต่าง ๆ  ภาพศักดิ์สิทธิ์  และภาพนักบุญต่าง ๆ  ที่ดิฉันเคยรู้จักอย่างดีเมื่อตอนเป็นเด็ก  การเดินทางของดิฉันเป็นลักษณะของ  “นักมานุษยวิทยา  นักโบราณคดี”  ที่สนใจแต่เรื่องของภูมิปัญญา”
------------------------------------------------------------
ถูกชำระให้สะอาด

   ปัจจุบัน  เธอยอมรับว่า  พระเจ้าทรงติดตามเธอมาโดยตลอด  “ดิฉันมิได้แสวงหาความเชื่อมากเท่ากับการที่พระเจ้าทรงแสวงหาตัวดิฉัน  เพียงแต่ว่าตอนนั้นดิฉันไม่ได้ใส่ใจเท่านั้นเอง”  จนกระทั่งเมื่อดิฉันไปกรุงโรมในปี  1998  ดิฉันร่วมเดินทางไปกับกลุ่ม  “คาทอลิกใจศรัทธา”  และขณะที่กำลังร่วมมิสซาตอนค่ำที่มหาวิหารนักบุญเปโตร  ดิฉันรู้สึกดื่มด่ำกับความงามภายในของมหาวิหาร  จารีตพิธี  และเสียงเพลง  และเมื่อถึงตอนรับศีลมหาสนิท  ดิฉันถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  ดิฉันปรารถนาจะรับศีล  แต่ทราบดีว่าวิญญาณของตนไม่อยู่ในสถานะที่จะรับศีลได้   ดิฉันให้ความเคารพต่อศาสนาที่เคยถือมามากเกินกว่าจะทำตามความปรารถนาที่มีอยู่  ดิฉันทราบดีว่า  ลึกลงไปในจิตใจ  ดิฉันโหยหาศีลมหาสนิท  ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกชำระให้สะอาด  จากบางสิ่งที่กำลังแสวงหาดิฉันอยู่”  หลังจากที่เธอเดินทางกลับถึงอเมริกา  เธอก็ยังเขียนหนังสือบรรยายถึงแวมไพร์ผีดูดเลือด  ที่กำลังโกรธจัดมากกว่าทุกเล่มที่เคยเขียนมาก่อน  เต็มไปด้วยภาพมัจจุราชแห่งโลกที่มืดมิด  โลกที่ปราศจากความหวังที่จะได้ผุดได้เกิด  เป็นเรื่องที่พรรณนาถึงความดีและความเลว  โดยมีการไตร่ตรองไว้เป็นอย่างดี  และหลังจากนั้นเธอก็หันหลังให้กับเรื่องเหล่านี้โดยสิ้นเชิง



   ก่อนที่จะกลับเข้าสู่พระศาสนจักรเธอมีสิ่งที่ต้องทำอยู่ไม่น้อย  เนื่องจากทั้งเธอและสามีเป็น  “นักอเทวนิยมสุดขั้ว”  ทั้งสองแต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่งในวัดคาทอลิกที่นิวออร์ลีนส์  ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ  “สามีเข้าใจดีถึงความจำเป็นในเรื่องนี้  และยินดีปฏิบัติตามข้อบังคับของพระศาสนจักรพร้อมกับดิฉันอย่างจริงใจ  และไม่นานต่อมาสามีดิฉันก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง”
------------------------------------------------------------
นักเขียนเพื่อพระเจ้าเท่านั้น

   สำหรับผู้อ่านนับล้านคน  การตัดสินใจกลับเป็นคาทอลิกของแอนน์  ไรซ์  เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด  ในฐานะอาชีพนักประพันธ์  เธอทราบดีว่าเธอสามารถใช้พรสวรรค์ทำงานเพื่อพระเจ้า  “เขียน เพื่อพระองค์  และเพื่อพระองค์เท่านั้น  ดิฉันคิดว่า  ความคิดสร้างสรรค์ที่ดิฉันมีเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้  และดิฉันมีเรื่องในสมองอย่างเหลือล้นจนหยุดเขียนไม่ได้”





   เธอตัดสินใจเขียนเรื่องพระชีวประวัติของพระเยซูเจ้า  ในลักษณะของนวนิยายขึ้น  1  ชุด  เป็นหนังสือ  4  เล่ม  เล่มแรกมีชื่อว่า  Christ  the  Lord,  out  of  Egypt  “พระคริสตเจ้าเสด็จออกจากประเทศอียิปต์”  พิมพ์ในปี  2005  เป็นหนังสือที่สร้างความตกตะลึงแก่ผู้อ่าน  และหนังสือในชุดใหม่ของเธอคือ  From  Vampires  to  Christ  “จากแวมไพร์ผีดูดเลือดสู่พระคริสต์”  เธอพบว่าผู้อ่านที่เป็นแฟนนวนิยายเรื่องผีดูดเลือดของเธอจำนวนมาก  เปลี่ยนไปเป็นผู้อ่านเรื่องของพระคริสตเจ้า  และผู้ที่ไม่เคยอ่านหนังสือของเธอมาก่อนอีกไม่น้อย  ก็เริ่มอ่านหนังสือที่เธอเขียน 



หนังสือเล่มที่สองในชุดใหม่ชื่อ Christ  the  Lord,  the  Road  to  Cana  “เสียงกู่ร้องให้พ้นจากเงามืด  :  การสารภาพจากใจ”   เป็นงานเขียนที่เกิดจากแรงบันดาลใจที่แตกต่างจากการเขียนเรื่องของพระคริสต์  เพราะ “ดิฉันต้องการเขียนในลักษณะการใช้สติปัญญาในเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า  มีหนังสือหลายเล่มในช่วง  2-3  ปีนี้  ที่ตราหน้าคริสตชนว่าเป็นคนโง่   ดิฉันจึงตัดสินใจเขียนและจำเป็นต้องเขียนเรื่องที่มีผู้อ่านมากพอ  เป็นเรื่องที่แพร่หลายสำหรับผู้อ่านที่มีการศึกษา  สามารถตัดสินใจเลือกทางเดินกลับคืนสู่พระเจ้า  เพราะดิฉันเห็นว่าสิ่งนี้เป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้สติปัญญาที่ล้ำลึก”  ขณะเดียวกันเธอยอมรับว่าเรื่องของเธอมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย  แต่เธอก็วางใจในพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก  เธอทราบดีว่าเธอมีความคิดเห็นแตกต่างจากพระศาสนจักรในหลายเรื่อง  แต่การวางใจในพระเจ้า  “หมายถึงการยอมปล่อยให้ข้อขัดแย้งทั้งหลายเกี่ยวกับพระศาสนจักรคาทอลิก ดำเนินไปตามครรลอง”  เธอไม่เคยคิดว่าพระศาสนจักรถูกต้องสมบูรณ์แบบ  เธอชื่นชมธรรมชาติที่แท้จริงของการยอมรับว่า  “การกลับคืนสู่บ้านแท้ของเราเป็นเรื่องที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า”  เธอเขียนจากความทรงจำอันความเจ็บปวดที่ต้องเลือกระหว่างความเชื่อส่วนตัวกับ สิ่งที่พระศาสนจักรเชื่อ  ซึ่งปัจจุบันเธอเชื่อว่าเป็นการเลือกที่แตกต่างกัน  “ดิฉัน จะไม่จากพระองค์ไปอีกแล้ว  ไม่ว่าจะมีเรื่องอื้อฉาวใด ๆ  เกิดขึ้นในพระศาสนจักร  หรือมีการบาดหมางกันในพระศาสนจักรบนโลกนี้  และดิฉันก็จะไม่ออกจากพระศาสนจักรอีกต่อไปแล้ว”



   ผู้อ่านหนังสือของเธอให้การต้อนรับอย่างดี  นิตยสารไทม์เขียนถึงเธอว่า  “แอน์  ไรซ์  เป็นนักเขียนระดับเดียวกับ  Clive  Staples  Lewis  ซึ่งเป็นนักเขียนปกป้องความเชื่อ  ผู้เขียนเรื่อง  The  Chronicles  of  Narnia  “อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย”
------------------------------------------------------------
งานเขียนในอนาคต

   แอนน์  ไรซ์  มิได้ปฏิเสธหนังสือเรื่องแวมไพร์ของเธอ  เพราะ  “หนังสือเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการเดินทางของดิฉัน”  และเธอก็ไม่เสียใจที่จะทิ้งหนังสือพวกนั้น  “ดิฉันอยากเขียนนวนิยายที่มีการผจฐภัย  และให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน  ดิฉัน วางแผนจะเขียนหนังสืออีกชุดหนึ่งชื่อ  The  Songs  of  Seraphim  “บทเพลงของเทวดาเซราฟิม”  ซึ่งบรรยายการผจฐภัยของเหล่านิกรเทวดาบนโลกมนุษย์  ดิฉันยังอยากเขียนเรื่องของคริสต์มาส  ซึ่งอาจแข่งกับชาร์ลส์ดิ๊กเคนส์  และอยากเขียนนิยายเกี่ยวกับพระศาสนจักรในยุคเริ่มแรกด้วย”

   แอนน์ไรซ์  เป็นผู้รอบรู้  เธออ่านและค้นคว้าอย่างหนักก่อนจะเขียนนวนิยายแต่ละเรื่อง  เธอศึกษาเทววิทยาประวัติพระศาสนจักร  และประวัติศาสตร์โลกในช่วง  2000  ปีที่ผ่านมา  เธอรับฟังเมื่อมีผู้แสดงความเห็นแตกต่างไปจากการตีความและการให้รายละเอียด ของเธอ  เพราะเธอถือว่าสิ่งนี้คือส่วนหนึ่งของชีวิตนักประพันธ์และนักคิดแต่ท้ายที่ สุดแล้ว  เธออยากให้ผู้คนมองว่า  เธอเป็นคริสตชนและเป็นมนุษย์ที่ทำผิดได้คนหนึ่ง

   ในวัดนักบุญฟรังซิส  อัสซีซีในรัฐแคลีฟอร์เนีย  แอนน์ไรซ์  สวดภาวนาต่อหน้ารูปนักบุญฟรังซิส  อัสซีซี  ว่า  “ดิฉัน เป็นมนุษย์ที่เคยทำผิด  เป็นคริสตชนคนหนึ่งที่แสวงหารอยแผลศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ในดวงใจ  ในวิญญาณ  และในชีวิตประจำวันของดิฉัน”



   ก่อนจบการสัมภาษณ์มีคำถามว่า  ทำไมบนปกหนังสือเรื่อง  Call  out  of  Darkness,  A  Spiritual  Confession  จึงมีรูปเธอยืนอยู่หลังรูปนักบุญอันตน  นักบวชคณะฟรังซิสกัน  เธอตอบว่าท่านนักบุญเป็นผู้ที่อยู่ในใจของเธอมาตลอด  นอกจากนั้น  เธอมีคุณสมบัติที่คล้ายท่าน  คือมีพลังดึงดูดผู้คนได้มากตลอดชีวิตวัยเด็กที่บ้านของเธอมีรูปท่านนักบุญ ตั้งอยู่  และเมื่อเป็นผู้ใหญ่เธอเริ่มสะสมรูปนักบุญ  และรูปนักบุญอันตนอุ้มพระกุมารคือรูปแรกที่เธอซื้อทุกวันนี้เธอยังคงตั้งรูป นักบุญอันตนไว้ในสำนักงานของเธอ

“ดิฉันจะไม่จากพระองค์ไปอีกแล้ว”

ปี เตอร์  คาวานาห์.  นิตยสารแม่พระยุคใหม่  นิตยสารราย 2 เดือน ฉบับที่ 29 กรกฎาคม – สิงหาคม 2522  หน้าที่  16 – 19.  กรุงเทพฯ:  คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร,  2551.
http://www.newmana.com/yabb/index.php?topic=11225.0

 

edit @ 7 Oct 2009 03:04:29 by ผู้อยู่ฝ่ายความจริง

2009/Oct/07

สัญลักษณ์ของการไขว้นิ้ว  Fingers  Crossed



กิริยา ท่าทางที่แสดงออกด้วยนิ้วที่เรียกกันว่า  “Fingers  crossed”  หรือ  “การไขว้นิ้ว”  เป็นการใช้นิ้วกลางงอไขว้เหนือนิ้วชี้  (หรือในลักษณะกลับกัน  เป็นนิ้วชี้งอไขว้เหนือนิ้วกลางก็ได้)  ท่าทางแบบนี้มักพบเห็นอยู่บ่อยครั้งจนเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ แท้จริงแล้วมันมีที่มาที่ไม่ธรรมดา  เพราะการไขว้นิ้วแบบนี้เป็นการไขว้ในลักษณะของไม้กางเขน  (Cross)  มันเป็นการใช้เพื่อแก้เคล็ดโดยเฉพาะเป็นการย้อนรอยตอบโต้ให้กลับจากโชคร้าย ให้กลายเป็นโชคดี  เป็นการแสดงออกด้วยท่าทางที่เรียบง่ายที่สุด  แต่ให้ผลตอบรับทางจิตใจเร็วที่สุดเช่นกัน  และผลจากการไขว้นิ้วก็เชื่อว่าจะทำให้เรื่องดี ๆ  เกิดขึ้นตามมา





ที่มา :  การไขว้นิ้วเป็นสัญลักษณ์มือที่รับรู้กันทั่วไปว่า  เป็นการแสดงความปรารถนาให้บังเกิดความโชคดี  รูปไม้กางเขนจึงถูกจำลองแบบด้วยท่าทางไขว้นิ้ว  นับเป็นกิริยาที่แฝงไว้ด้วยความเชื่อทางคริสต์ศาสนาที่น่าสนใจมาก

การปฏิบัติ  :  เชื่อกันว่า  การไขว้นิ้วนี้คือการย้ำเตือนไม่ให้หลงลืมว่า  องค์พระเยซูคริสต์ได้ทรงไถ่บาปเพื่อมนุษย์ด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ เมื่อใดที่มนุษย์ปรารถนาขอให้พลังแห่งพระคริสต์บังเกิดเพื่อปกป้องคุ้มครอง ตน  หรือปรารถนาให้ความต้องการใด ๆ  สมหวังดั่งใจหมาย  ให้ใช้การ  “ไขว้นิ้ว”  ไว้ก็จะประสบผลสำเร็จ  ยิ่งไปกว่านั้นท่าทางการไขว้นิ้ว  (สัญลักษณ์แทนไม้กางเขน)  เป็นการที่รวดเร็วโดยใช้เวลาเพียงน้อยนิด  แถมยังไม่เป็นจุดสนใจแก่ผู้อื่นอีกด้วย  อีกทั้งการแสดงกิริยาท่าทางไขว้นิ้วจะกระทำก็ต่อเมื่อ  เราต้องการให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง  หรือไม่ก็เป็นการวิงวอนต่อพระเจ้าเมื่อยามต้องเผชิญกับความหวาดกลัวในวิญญาณ หรือภูตผีเป็นต้น



ดังนั้นลัญลักษณ์การไขว้นิ้วจึงมีความหมายแฝงว่า  “ขอพระเป็นเจ้าโปรดทรงคุ้มครองด้วยเทอญ”  ทุกวันนี้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว  แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงไหนก็ตาม  เราสามารถโทรศัพท์พูดคุย  รับส่งอีเมล  และส่งข้อความถึงกันและกันได้อย่างรวดเร็ว  แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่มักมีผู้กระทำตามหลังการโทรศัพท์หรือส่งอีเมลก็คือ  การส่งใจปรารถนาให้บังเกิดความโชคดีแก่ผู้นั้นด้วยการพิมพ์คำว่า  “Fingers  crossed”  หรือแปลว่า  “ไขว้นิ้ว”  เติมท้ายข้อความนั้น  ผู้รับเมลก็จะเข้าใจในความปรารถนาดีของเราอย่างซาบซึ้งใจเช่นกัน  ตัวอย่างเช่น 

“I’m  waiting  to  hear  back  about  my  application  to  Harvard,  Fingers  crossed!” 
(ฉันกำลังรอฟังผลใบสมัครเข้าฮาร์วาร์ดของเธออยู่นะ  ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองช่วยเหลือเธอด้วยเทอญ)

 

 

เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น  :  แม้ว่าการแสดงท่าทีด้วยการไขว้นิ้ว  จะเต็มไปด้วยความหมายแฝงในสิ่งที่ดี ๆ  จากองค์พระผู้เป็นเจ้า  แต่ก็ไม่วายที่มีผู้นำมาใช้ทางเล่ห์เหลี่ยมกลโกง  หรือเพื่อหลบเลี่ยงจากสิ่งที่ไม่ดี  หรือแม้แต่การกระทำเพื่อหลอกลวงใครบางคนก็มี  โดยเฉพาะคนที่ชอบเอานิ้วมาไขว้ไว้ด้านหลังในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่  ถ้าเป็นการไขว้นิ้วในขณะกำลังพูด  นั่นหมายถึงเขากำลังพูดโกหกคุณอยู่  และการที่เขาไขว้นิ้วก็เพื่อแก้เคล็ดว่า  สิ่งที่พูดโกหกไปนั้น  (พระผู้เป็นเจ้าโปรดทรงอภัย)  จงอย่าทำให้เขาตกนรกเลย



ที่ มา-Alys  R.  Yablon.  แปลและเรียบเรียงโดยปิยะแสง   จันทรวงศ์ไพศาล.  มหัศจรรย์แห่งลัญลักษณ์เครื่องรางและเคล็ดลับนำโชค.  หน้าที่ 127 – 129.  กรุงเทพฯ:  บริษัท  วี.  พริ้นท์  (7991)  จำกัด,  2552.

edit @ 7 Oct 2009 02:52:45 by ผู้อยู่ฝ่ายความจริง

2009/Oct/07

หลักฐานใหม่บ่งชี้ว่าฮิตเลอร์วางแผนปลงพระชนม์พระสันตะปาปาปีโอที่ 12




หนังสือ พิมพ์ของสภาพระสังฆราชอิตาลีได้ตีพิมพ์หลักฐานใหม่ที่ยืนยันว่าหน่วยรักษา ความปลอดภัยของฮิตเลอร์วางแผนที่จะลักพาตัวหรือปลงพระชนม์พระสันตปาปาปีโอที 12

เคย มีการคาดเดากันมาแล้วว่าฮิตเลอร์ได้สั่งการให้ผู้บังคับการหน่วย SS ในอิตาลี, General Karl Wolf, ให้บุกยึดกรุงวาติกันและจับพระสันตะปาปาไป



ได้ มีการตีพิมพ์หลักฐานใหม่ในวันนี้ที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ Reichssicherheitshauptamt (เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งอาณาจักรไรช์ที่สาม) ในการวางแผนการครั้งนี้.

หนังสือ พิมพ์ได้พิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของ Niki Freytag Loringhoven อายุ 72 ปีซึ่งเป็นบุตรชายของ Wessel Freytag von Loringhoven ผู้ที่เป็นนายพลระดับสูงของกองทัพเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เขา เล่าว่า ไม่กี่วันภายหลังจากที่เบนิโต มุสโสลินี ผู้เป็นพันธมิตรของฮิตเลอร์, ได้ถูกจับกุมตามคำสั่งของกษัตริย์วิกเตอร์ เอมมานูแอลที่ 3 ฮิตเลอร์ได้สั่งการให้ Reichssicherheitshauptamt ลงมือวางแผนการลงโทษชาวอิตาเลี่ยนด้วยการลักพาตัวหรือลอบปลงพระชนม์พระ สันตะปาปาปีโอที่ 12 และกษัตริย์แห่งอิตาลีด้วย

แต่ พลเรือเอก Wilhelm Canaris ซึ่งเป็นหัวหน้าของหน่วยศูนย์กลางให้บริการข้อมูลของเยอรมัน ได้ลอบส่งข่าวให้แก่ นายพล Cesare Ame, ของกองทัพอิตาลี ในระหว่างการประชุมลับที่เวนิสเมื่อ วันที่ 29-30 ก.ค. 1943

เมื่อ Ame, กลับมาที่กรุงโรมก็ได้เผยแพร่ข่าวการวางแผนนี้ออกไปเพื่อ กันไม่ให้ฮิตเลอร์ทำการได้สำเร็จ และก็ได้ผล แผนการได้ถูกยกเลิกไป.

Von Lahousen ได้ให้การเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในการไต่สวน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1946 ระหว่างเกิดสงครามที่ Nuremberg

คุณ พ่อ Giovanni Caputa ในคณะซาเลเซียนได้พูดปกป้องพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ในระหว่างการสัมมนาที่เยรูซาเล็มระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. - 3 ก.ค. นี้ ท่านพูดถึงบทบาทของพระศาสนจักรและพระสันตปาปาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และการสังหารหมู่

Fr. Caputa กล่าวว่า "ผม ได้นำข้อมูลทางเอกสารจำนวนมากวางไว้ต่อหน้าผู้ฟังในที่ประชุมถึงการเข้า แทรกแซงขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 จากเอกสารทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระสันตะปาปาได้ทรง กระทำการมากมายเพื่อแทรกแซงการทำงานของนาซี. และนาซีได้ตอบโต้อย่างเฉียบขาดรุนแรงต่อพระองค์"



Fr. Caputaได้อ้างถึงหลักฐานชิ้นหนึ่งของ อัลเบิรต์ ไอน์สไตน์ ที่ได้เขียนประกาศในปี 1940 ว่า

"จาก การที่พระศาสนจักรได้เข้าขัดขวางการรณรงค์ของฮิตเลอร์ที่พยายามบิดเบือนความ จริง. เมื่อก่อนข้าพเจ้าไม่เคยสนใจพระศาสนจักรเลย, แต่บัดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมและนับถือเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีเพียงพระศาสนจักรสถาบันเดียวเท่านั้นที่มีความกล้าหาญและต่อต้านยืน หยัดเพื่อความจริงและเสรีภาพแห่งจิตวิญญาณ. ข้าพเจ้าจึงต้องยอมสารภาพด้วยจริงใจว่าสิ่งที่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยดูถูกดู แคลน, บัดนี้ข้าพเจ้าขอสรรเสริญด้วยสิ้นสุดจิตใจ"



http://uk.geocities.com/palangjai2004/Hitler.html

------------------------------------------------------------------------

 

แฉ'ฮิตเลอร์'สั่งลักพาตัวโป๊ป
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 มกราคม 2548 00:41 น.
 
       รอยเตอร์ - นสพ.ของนิกายโรมันคาทอลิกชื่อดังในอิตาลี รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำจอมเผด็จการของเยอรมนี เคยออกคำสั่งให้นายพลของตน ลักพาตัวพระสันตะปาปาพิอุสที่ 12 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ลูกน้องขัดคำสั่ง จึงทำให้พระองค์รอดพ้นจากอันตราย
       
        ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับแผนลักพาตัวดังกล่าว ปรากฏในเอกสารที่เสนอต่อสำนักวาติกัน เพื่อแต่งตั้งพระสันตะปาปาในยุคสงครามโลกครั้งที่สองเป็นนักบุญ โดยระบุว่า ฮิตเลอร์เคยสั่งพลเอกคาร์ล เฟรดริช ออตโต โวล์ฟ ผู้ควบคุมกองทัพในอิตาลี จับกุมพระองค์เมื่อปี 1944 ก่อนที่เยอรมนีจะถอนทัพออกจากแดนมักกะโรนีไม่นาน
       
        กระนั้น นายพลโวล์ฟ ซึ่งถูกเรียกไปรับคำสั่งในเยอรมนี ได้ลอบพบพระสันตะปาปา และแจ้งเตือนภัยให้พระองค์รับทราบ หลังเดินทางกลับมายังอิตาลี ส่วนสาเหตุที่ฮิตเลอร์ต้องการกำจัดโป๊ปนั้น เนื่องจากหวาดวิตกว่า คริสตศาสนจักรจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการครองโลกของตน
 
 
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9480000007128

 

edit @ 7 Oct 2009 02:48:56 by ผู้อยู่ฝ่ายความจริง