2007/May/31

รูปวงกลม (Circle) วงกลมหรือวงแหวนเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์และชีวิตอมตะ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของความดีเลิศแห่งพระผู้เป็นเจ้าและพระผู้เป็นเจ้าผู้ท รงเป็นอมตะ ผู้ทรงอยู่ ณ จุดเริ่มต้น ทรงอยู่ในปัจจุบันและจะทรงคงอยู่ชั่วนิรันดร์... หากรูปวงกลมสามรูปซ้อนกันเป็น3เหลี่ยม จะมีความหมายถึงพระตรีเอกานุภาพ

รูปสามเหลี่ยม (Triangle) รูปสามเหลี่ยมด้านเท่าเป็นสัญลักษณ์ขององค์สามเพราะแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบสามส่วน ที่เข้ามารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รังสีรอบศีรษะรูปทรงสามเหลี่ยมใช้กับพระบิดาหรือองค์สามเท่านั้น ส่วนรูปสามเหลี่ยมที่มีวงกลมสามวงอยู่ภายในเป็นตัวย่อขององค์สามอันประกอบด้วย พระบิดา พระบุตร และพระจิต ซึ่งเข้ามารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า

รูปสี่เหลี่ยม (Square) เป็นสัญลักษณ์ของโลกและการมีชีวิตอยู่ในโลก (ตรงข้ามกับรูปวงกลม ด้วยเหตุนี้จึงใช้เป็นรูปแบบของรังสีรอบศีรษะผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่

รูปห้าเหลี่ยม (Pentagram) เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่มียอดแหลมห้ายอดเช่นเดียวกับดวงดาวที่มีห้าแฉก จึงมีความสำคัญในแง่ของสัญลักษณ์มานานโดยเริ่มแรกลูกศิษย์ของพิธากอรัส (Pythagoras) ผู้เป็นนักปราชญ์ นักคณิตศาสตร์ และนักปฏิรูปศาสนาชาวกรีกเป็นผู้ริเริ่มใช้ก่อน ต่อมานักไสยศาสตร์ในยุคกลางรับมาใช้ต่อ ในทางโลกรูปห้าเหลี่ยมใช้เป็นเครื่องป้องกันความชั่วร้ายของคุณไสย ทางคริสตศาสนาใช้รูปห้าเหลี่ยมเป็นสัญลักษณ์ของบาดแผลห้าแห่งที่พระคริสต์ทรงได้รับจ ากการตรึงกางเขน

http://www.newmana.com/Holy/polygon.htm


edit @ 2007/05/31 11:11:31

2007/May/30

ตัวเลข (Numbers)

เลขหนึ่ง (One) เป็นสัญลักษณ์ของเอกภาพ

เลขสอง (Two) แสดงถึงคุณลักษณะสองประการในองค์พระคริสต์ คือความเป็นมนุษย์และความเป็นพระเจ้า

เลขสาม (Three) เป็นตัวเลขที่พิธากอรัสเรียกว่า ตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ เพราะประกอบด้วยจุดเริ่มต้น จุดกลึ่งกลาง และจุดจบ ในคริสตศาสนาตัวเลขนี้กลายเป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงพระตรีเอกานุภาพ อันประกอบด้วย พระบิดา พระบุตร และพระจิต และระยะเวลาสามวันที่พระคริสต์ทรงอยู่ในอุโมงค์เก็บพระศพ

เลขส ี่ (Four) โดยทั่วไปเป็นสัญลักษณ์ของนักบุญผู้บันทึกพระคริสตประวัติ (Evangelist) ทั้งสี่ท่าน

เลขห้า (Five) เป็นสัญลักษณ์ของบาดแผลห้าแห่งซึ่งพระคริสต์ทรงได้รับจากการตรึงกางเขน

เลขหก (Six) เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งมวลเสร็จสิ้นในหกวัน เลขหกจึงเป็นตัวเลขแห่งการสร้างสรรค์และความเสร็จสมบูรณ์เป็นสัญลักษณ์ของมหิทธานุภา พ ความศักดิ์สิทธิ์ พระปัญญา ความรัก ความเมตตา และความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า

เลขเจ็ด (Seven) เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความเมตตากรุณาและพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ นักเขียนในยุคแรกใช้เลขเจ็ดเป็นตัวเลขแห่งการสร้างสรรค์และความเสร็จสมบูรณ์เช่นเดีย วกับเลขหก ดังจะเห็นได้จากข้อความในพระคริสตธรรมคัมภีร์หลายตอน อาทิ เมื่อตอนที่เพื่อนของโจบ (Job)26 มาปลอบโยนโจบพวกเขา นั่งอยู่กับโจบเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน (โจบ 2 : 13) นอกจากนี้ในพระ คริสตธรรมคัมภีร์ ยังกล่าวถึงจาคอบ (Jacob) ว่าแสดงการยอมตนอยู่ใต้พวกพี่ชายด้วยการโค้งคำนับเจ็ดครั้ง กล่าวถึงของขวัญที่จะได้รับจากพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เจ็ดเท่า บาปหรือความชั่วเจ็ดประการ และความสุขกับความทุกข์เจ็ดประการของพระนางมารีย

เลขแปด (Eight) เป็นตัวเลขแห่งการฟื้นคืนพระชนม์เพราะพระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ในวันที่แปดหลังจาก เสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเลม ด้วยเหตุนี้อ่างน้ำมนต์ที่ใช้ในพิธีแบพติสม์จึงมักทำเป็นรูปแปดเหลี่ยม

เลขเก้า (Nine) เป็นตัวเลขของพวกเทวทูต เพราะในพระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวไว้ว่า กลุ่มเทวทูตที่ร้องเพลงประสานเสียงมีทั้งหมดเก้าองค์

เลขสิบ (Ten) เป็นจำนวนของพระบัญญัติที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบให้กับโมเสส พระบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักกันในนามของพระบัญญัติสิบประการ (Ten Commandments)

เลขสิบสอง (Twelve) เป็นจำนวนของอัครทูตผู้เผยแผ่พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าในยุคแรก (Apostles) จึงเป็นตัวเลขที่นิยมใช้กันในสัญลักษณ์ศาสนาคริสต์ บางครั้งเลขสิบสองใช้เป็นสัญลักษณ์ของคริสจักรทั้งหมด

เลขสิบสาม (Thirteen) เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความไม่มีศรัทธาและการทรยศโดยมีที่มาจากตอนที่พระคริสต์ทรงเสวย พระกระยาหารมื้อสุดท้าย มีผู้เข้าร่วมโต๊ะเสวยทั้งหมด 13 ท่าน คือ องค์พระคริสต์ และสาวกอีก 12 ท่าน รวมทั้งยูดาส์ผู้ตกลงใจทรยศต่อพระเยซู

เลขสี่สิบ (Forty) เป็นสัญลักษณ์ของระยะเวลาที่ชนชาติอิสราเอลถูกลงทัณฑ์ โดยต้องเร่ร่อนไปตามแถบถิ่นทุรกันดารเป็นเวลา 40 ปี และต้องตกเป็นทาสของพวกฟิลิสตินส์เป็นระยะเวลาเท่ากัน โมเสสอยู่บนเขาซีนายเป็นเวลา 40 วัน ฝนที่ตกลงมาคราวน้ำท่วมโลกตกอยู่เป็นเวลา 40 วัน 40 คืน หลังจากพระคริสต์ทรงรับศีลแบพติสม์จากนักบุญจอห์นแล้วก็ได้ประทับอยู่ในถิ่นทุรกันดา ร 40 วัน ในช่วงเวลานี้พญามารพยายามชักชวนให้ทรงละทิ้งพระผู้เป็นเจ้า ฤดูถือบวชซึ่งมีระยะเวลา 40 วันในแต่ละปีจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ บางครั้งเลขสี่สิบจึงใช้เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพแห่งศาสนจักรผู้ต่อสู้กับความชั่วร้าย

เลขหนึ่งร้อย (One Hundred) เป็นตัวเลขแห่งความอุดมสมบูรณ

เลขหนึ่งพัน (One Thousand) ครั้งหนึ่งถือกันว่าเลขหนึ่งพันเป็นตัวเลขที่แสดงถึงความเป็นอมตะ เนื่องจากเลขหลักต่อไปเป็นภาษาอังกฤษทำได้โดยการเติมจำนวนตัวเลขเข้าไปข้างหน้าหลักพ ันเช่น 10,000 เท่ากับสิบพัน (ten thousand) 100,000 เท่ากับหนึ่งร้อยพัน (one hundred thousand) ฯลฯ

2007/May/30

นิกายใหญ่ ของคริสต์ มี 3 นิกาย

เริ่มแรก คริสตชนก็อยู่รวมกันมาไม่ได้มีการแยกนิกายอะไร ต่อมา ศตวรรษที่ 11 มีความขัดแย้ง ระหว่างพระศาสนจักร(คริสตจักร)ตะวันออก และโรม จึงแยก ตัวออกไป เกิดเป็นนิกายออธอดอคขึ้นมา

และ ต่อมา ในศตวรรษที่16 ในพระศาสนจักร ได้ประสบปัญหาต่างๆมากมาย ทั้งจากระบบ และความประพฤติของบรรดาบาทหลวง ทางอดีตบาทหลวงมาร์ติน ลูเธอร์ ยื่นประท้วง 95 ข้อ เพื่อขอให้แก้ไข แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากสมเด็จพระสันตะปาปา เลยถูกขับ และสั่งลงโทษ ( ยุคนั้น พระศาสนจักร มีอำนาจเหนืออาณาจักร ) และได้เกิดนิกายโปรแตสแตนท์ขึ้นมา

ดังนั้นสรุปนิกายใหญ่ๆของคริสตศาสนาได้ดังนี้

1.โรมันคาทอลิก

2.ออเทอดอกซ์ แยกออกไป เมื่อ ปี ค.ศ. 1054

3.โปรเตสแตนต์ แยกออกไป เมื่อ ปี 1517 โดยอดีตบาทหลวง มาร์ติน ลูเธอร์

++++++++++++++++++++++++++++++

+โรมันคาทอลิก+


มีพระสันตะปาปาเป็นประมุข โดยสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกกลุ่มแรก โดยถือว่า นักบุญ เปโตร หรือ เซนต์ปีเตอร์ คือพระสันตะปาปาพระองค์แรก และสืบทอดมาถึงพระสันตะปาปาเบนนิดิกที่ 16 องค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่265

ผู้นับถือคริสตศาสนาทุกนิกายทั่วโลก เรียกเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกันว่า คริสเตียน แปลเป็นภาษาไทยคือคริสตชน แต่สำหรับประเทศไทยเรานั้น นิกายโรมันคาทอลิกถูกนำเข้ามาก่อนสมัยพระนารายณ์มหาราชโดยบาดหลวงชาวโปรตุเกส ดังนั้นการออกเสียงคำว่า คริสเตียนในภาษาโปรตุเกส ออกเสียงว่า "คริสตัง" อย่างจีซัส ก็ออกเสียงว่า "เยซู" จึงทำให้คาทอลิคเรียกผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคว่า คริสตัง ส่วนโปรแตสแตนท์เข้ามาสมัยหมดบลัดเลย์ซึ่งเป็นอเมริกา ดังนั้น โปรแตสแตนท์ไทยจึงเรียกตัวเองว่า คริสเตียน ตามแบบภาษาอังกฤษ สำเนียงอเมริกา แต่คำว่า"เยซู"ก็ใช้ตามที่คาทอลิกและคนไทยได้คุ้นเคยแล้ว

กลับมาที่ลักษณะของคาทอลิกต่อ

คาทอลิกนั้นจะมีนักบวช ที่เรียกว่า บาดหลวง หรือซิสเตอร์

คาทอลิกจะมีการให้เกียรติพระนางมารีย์ แม่ของพระเยซูเป็นพิเศษ เรียกพระนางว่า "แม่พระ" มาจากคำว่า มารดาของพระเจ้า

คาทอลิกจะมีการยกย่องวีรบุรุษ หรือวีรสตรีทางศาสนา หรือเรียกง่ายๆว่า บุคคลที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพระเยซูอย่างดีมากจนเรามั่นใจว่าเขาได้ไปสวรรค์แน่นอน(คล้ายๆกรณีพระอรหันต์ในศาสนาพุทธ) เราจะเรียกคนเหล่านี้ ว่าเป็น นักบุญ

ดังนั้นหากเปรียบให้เข้าใจง่าย เรามองว่าพระเยซูคือกษัตริย์ ส่วนแม่พระก็เป็นพระราชชนนี(แบบสมเด็จย่า) เหล่านักบุญก็เหมือนขุนนาง ที่ใกล้ชิดกษัตริย์

คาทอลิกมีความเชื่อว่า ในพิธีมิซซา(พิธีนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์) เมื่อขนมปัง และเหล้าองุ่นถูกเสกในพิธี ก็คือเนื้อ และพระโลหิต เหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย

โบสถ์คาทอลิกทุกแห่ง ถือเป็น1เดียวกัน ขึ้นตรงต่อกรุงวาติกัน และองค์พระสันตะปาปา ดังนั้น หากคุณเป็นคาทอลิกคุณสามารถไปวัดไหนก็ได้ที่ใกล้บ้าน สามารถเปลี่ยนวัดที่ไปได้ตามแต่สะดวก




+โปรแตสแตนต์+

โปรแตสแตนทต์นั้น หลังจากการแยกนิกายในสมัยมาตินลูเธอร์ หลังจากนั้นได้มีการแยกนิกายย่อยอีกหลานิกาย ดังนั้นโบสถ์หรือคริสตจักรต่างๆ จะไม่ได้ขึ้นกับวาติกันหรือพระสันตะปาปาแต่อย่างใด

แต่สำหรับในประเทศไทย โปรแตสแตนท์ แบ่งเป็น 4 สายใหญ่ๆ คือสายสภาคริสตจักรในประเทศไทย สายสหกิจคริสตจักร และสายสหแบ๊บติสท์ และ เซเวนเดย์แอดเวนทิสท์ และนอกจากนั้นมีคริสตชนที่ไม่มีสังกัด เรียกตัวเองว่าคริสตจักรอิสระ

เท่าที่ทราบมานั้น โบสถ์ใน 4 สายหลักนี้ จะมีโยงใยถึงกัน และมีการตั้งที่เป็นระบบระเบียบ มีการควบคุมดูแลความสอดคล้องในหลักข้อความเชื่อให้ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีคริสตจักรที่ไม่มีที่มาที่ไปที่ตั้งขึ้นเอง ซึ่งก็ต้องระมัดระวังในหลักความถูกต้องต่างๆด้วยตัวเอง ทั้งผู้สอนและผู้เชื่อ

โปรแตสแตนต์ ไม่มีนักบวช แต่มีผู้ถวายตัวรับใช้พระเจ้า เรียกว่า ศาสนจารย์ /ศิษยาภิบาล และผู้ประกาศ ซึ่งอาจแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็ได้ การเรียกคำนำหน้าบุคคลเหล่านี้ จะเรียกว่า อาจารย์

โปรแตสแตนต์(โดยทั่วๆไป)จะไม่ให้ความสำคัญพิเศษกับพระนางมารีย์ หรือนักบุญ จะเน้นการเข้าถึงพระเยซูเจ้าโดยตรงด้วยตนเอง แต่สำหรับบางกลุ่มที่สนใจในเรื่องศาสนศาสตร์สตรี จะให้ความสำคัญกับพระนางมารีย์มากขึ้น ในฐานะแบบอย่างของสตรีคริสตชนที่ดี

สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของโปรแตสแตนต์เรียกว่าคริสตจักร ซึ่งคาทอลิคจะเรียกวัด

สำหรับโปรแตสแตนต์ โดยทั่วไป เมื่อรับเชื่อที่โบสถ์ไหน ก็ต้องร่วมนมัสการที่โบสถ์นั้น

พิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์เรียกว่าพิธีนมัสการ


ในปัจจุบัน มีลัทธินิกายทางศาสนามากมายที่เกิดขึ้นใหม่ และอ้างอิงพระนามของพระเยซู หรือพระเจ้า ในจำนวนเหล่านี้ บางลัทธิจัดเป็นคริสตศาสนา ถือเป็นโปรแตสแตนท์นิกายใหม่ แต่บางลัทธิก็สร้างเสริมหลักความเชื่อที่แปลกใหม่พิศดารมาก จนไม่อาจนับได้ว่าเป็นนิกายในคริสตศาสนา หรือบางลัทธิมีหลักคำสอนที่ผิดข้อศีลธรรมพื้นฐาน และถูกแบน หรือไม่อณุญาติในบางประเทศ และได้แอบเข้ามาเผยแพร่ศาสนาตนในประเทศไทยด้วย

ในปัจจุบัน กรมศาสนาประเทศไทยได้รับรององค์กร(นิกาย)ในคริสตศาสนา 5 กลุ่มใหญ่ดังนี้

5 องค์กรคริสตศาสนา ที่ กรมศาสนารับรอง

1.โรมันคาทอลิก ( มี 10 สังฆมณฑล )

2.สภาคริสตจักรในประเทศไทย ( มี 19 ภาค เช่นในเขตกรุงเทพ มีคริสตจักรภาคที่ 6,7 และ 12 )

3.สหกิจคริสเตียน (รวมทั้งแองกลิกัน ลูเธอแรน ออร์โธดอกซ์)

4.สหกิจคริสตจักรแบ๊บติสต์

5.เซเว่นเดย์แอดเวนติส ( คริสตจักรวันเสาร์ )


edit @ 2007/05/30 11:37:33