2009/Feb/28

มนุษย์กับวิวัฒนาการ
(เทียบบทความใน Encyclopedia of Theology, pp. 186-187 โดย Karl Rahner)


1. ข้อควรสังเกต

ก. วิวัฒนาการ  เป็นทฤษฎีกำเนิดโลกมนุษย์  (ชาร์ลส์ ดาร์วินเป็นบิดาของทฤษฎีนี้ 1809-82)  ในตอนแรกทฤษฎีนี้ถูกเผยแพร่โดยนักปรัชญาวัตถุนิยมและอเทวนิยม  พระศาสนจักรจึงต่อต้านมาก  ต่อมาในระยะหลังข้อมูลยืนยันความน่าเป็นไปได้ของทฤษฎีนี้มีมากขึ้น  จนปัจจุบันนักวิชาการทั่วไปถือว่า  ถ้าไม่ยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการแล้วเราไม่สามารถเข้าใจและอธิบายอะไรต่าง ๆ  ในโลกที่แลเห็นได้นี้  วิวัฒนาการจึงเริ่มมีความสำคัญและมีน้ำหนักมากกว่าเป็นเพียงทฤษฎีเสียแล้ว  เป็น “เงื่อนไข” เพื่อเข้าใจโลกก็ว่าได้  พระศาสนจักรในปัจจุบันได้เปลี่นท่าทีในเรื่องนี้มาก  สันตะปาปาปีโอที่ 12 ได้ให้หลักการไว้ดังนี้ว่า  เมื่อพูดถึงกำเนิดมนุษย์ในแง่ร่างกาย  เราอาจจะยอมรับว่าวิวัฒน์มาจากสิ่งที่มีชีวิตอยู่ก่อนได้  แต่ทว่าวิญญาณมนุษย์นั้นเป็นจิตและอมตะ  จะวิวัฒน์มาแบบวัตถุหรือมาจากวัตถุที่มีชีวิตอย่าเดียวไม่ได้  มนุษย์อาจมีวิวัฒน์ทางด้านชีวะสืบเนื่องมาจากสัตว์ขั้นต่ำก็ว่าได้  แต่ทางด้านจิตวิญญาณนั้นต้องมีช่วงขาดตอน  ไม่ต่อเนื่อกัน  (“ก้าวกระโดด”  ตามภาษาของคุณพ่อเตยาร์ด เดอ ชาร์แด็ง)

   อันที่จริงนักบุญเอากุสตินได้พูดเป็นลางล่วงหน้าถึงทฤษฎีวิวัฒนาการแล้วท่านกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลก  พระองค์ทรงสร้างให้เป็นสสารที่มีความเป็นจริงของตนเอง  มีพลังวิวัฒน์ในตัว  ซึ่งท่านเรียกว่า “พันธุเหตุ” (seminal reason) อันเป็นเชื้อให้เกิดชีวิตขึ้นมาได้เมื่อสิ่งแวดล้อมอำนวย




   ในสมณสาสน์  Humani Generis  (ค.ศ. 1950) พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ได้ประกาศยอมรับว่าทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นสมมติฐานหนึ่งที่เชื่อถือได้  (valid hypothesis) “เพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าของวิชาการทั้งทางโลกและทางธรรม (เทววิทยา) พระศาสนจักรไม่ห้ามผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการที่จะศึกษา  วิเคราะห์  วิจัย  และวิจารณ์ในเรื่องเกี่ยวกับวิวัฒนาการ”

   นับตั้งแต่นั้นมานักเทววิทยาจำนวนมากเริ่มศึกษาและยอมรับทรรศนะ  ของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิวัฒนาการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตีพิมพ์เผยแพร่งานของคุณพ่อเตยาร์ด  เดอชาร์แด็ง  สงฆ์คณะเยซูอิต  ซึ่งเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์สาขาโบราณคดีสัตว์โบราณนักปรัชญาและนักเทววิทยา

ข. เทวววิทยามักจะพูดถึงมนุษย์ประกอบด้วยกายและวิญญาณ  วิญญาณเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าโดยตรง  ส่วนกายมาจากวิวัฒนาการได้   แต่พึงสังเกตว่าเมื่อพูดถึงกายและวิญญาณในฐานะเป็นวัตถุ (matter) และแบบ (form) ตามหลักอภิปรัชญาวัตถุ-แบบนิยม  วัตถุและแบบเป็นเพียงกฎทางเมตะฟิสิกส์  ไม่เป็นสิ่งที่มีอยู่เองเอกเทศ  เฉพาะเมื่อรวมกันจึงทำให้เกิดวัตถุภวันต์ (material bign) ขึ้น ดังนั้นเมื่อพูดถึงกำเนิดมนุษย์  ถ้าพูดว่า วิญญาณถูกสร้างจากพระเจ้าโดยตรง  ก็หมายความว่า  มนุษย์ทั้งครบถูกสร้างจากพระเจ้าโดยตรง  ในความหมายที่ว่า  แม้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐก็จริง  แต่มีธรรมชาติแตกต่างจากสัตว์อย่างสิ้นเชิงเพราะมีสติปัญญาและน้ำใจเสรี  ดังนั้นมนุษย์จะมาจากวิวัฒนาการตามระบบธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตอย่างเดียวเหมือนกับสัตว์ไม่ได้  อย่างไรก็ตามเมื่อพูดว่า  กายมนุษย์มาจากวิวัฒนาการนั้นพึงเข้าใจให้ถูกต้องว่า  มนุษย์ในฐานะเป็นสิ่งสร้างย่อมถือกำเนิดมาจากธรรมชาติเช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ  ผิดกันก็ตรงที่ว่า ในกระบวนการวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นมีการ  “ก้าวกระโดด”  จากความเป็นสัตว์  สู่ความเป็นมนุษย์  มิใช่แบบธรรมดา  ซึ่งเป็นไปได้เองตามธรรมชาติ  แต่เป็นการก้าวกระโดดอย่างพิเศษสุด  โดยอาศัยพลังของพระเจ้าซึ่งทำงานอยูในสิ่งนั้นสนับสนุนให้วิว้ฒน์จนถึงขั้นเป็นมนุษย์ได้



2. คำสอน

   ถ้าสมมติว่ามนุษย์มาจากวิวัฒนาการจริง  (เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเทววิทยา)  เราพอจะใช้เหตุผลอธิบายสนับสนุนได้ดังนี้

ก) พระเจ้าทรงเป็นพลังภายในสิ่งนั้น  ซึ่งทำงานสนับสนุนการวิวัฒน์ของสิ่งนั้นเพื่อจะได้พัฒนาและก้าวกระโดดข้ามขั้นในความเป็นด้วยตนเอง  พลังของพระเจ้ามิได้ทำให้สิ่งนั้นเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว  แต่เป็นฝ่ายทำงานวิวัฒน์ด้วยตนเอง  โดยอาศัยพระเจ้าเป็นฐาน  และเป็นเป็นเป้ามายของวิวัฒนาการนั้น  การอธิบายวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในทำนองอื่นไม่มีความหมาย  และเป็นไปไม่ได้  เพราะเท่ากับเป็นวิวัฒนาการจากความบังเอิญหรือขาดเหตุปัจจัยสนับสนุนอย่างเพียงพอ   อนึ่ง  กายที่วิวัฒน์มาเป็นมนุษย์นั้น  เนื่องจากเป็นกายของสิ่งมีชีวิต  และมีความรู้สึก  จึงมีความพร้อมที่จะพัฒนาสู่ความเป็นจิตที่มีชีวิตภายใน (imtnanence) และความสำนึก (consciousness) ที่เป็นไปได้เช่นนี้ก็เพราะว่า  สิ่งที่วิวัฒน์มาเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า  พระองค์ทรงเป็นจิตสมบูรณ์  สถิตในสิ่งสร้างทั้งหลาย  ความเป็นจิตของพระเจ้าเป็นพื้นฐานและเป็นพลังภายในสนับสนุนความเป็นจิตของมนุษย์

ข) ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมีเป้าหมายร่วมกันอยู่อย่างเดียวเท่านั้น  คือความรอด  ความรุ่งเรือง  และความสมบูรณ์แห่งอาณาจัรของพระเจ้า  จึงกล่าวได้ว่านับตั้งแต่เป็นปฐมกาลเมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนั้น  พระองค์ทรงบังคับบัญชาให้ทุกอย่างวิวัฒน์สู่เป้าหมายนี้  วิวัฒนาการจึงเป็นเข็มชี้แผนของพระเจ้า  มนุษย์เป็นยอดของวิวัฒนาการในสิ่งสร้าง  เพราะเป็นจิตที่มีกาย  เป็นความสมบูรณ์ของวิวัฒนาการของโลกวัตถุ



   ค) โดยนัยนี้  จึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงกำหนดแนววิวัฒนาการของโลกนับตั้งแต่แรกแล้วให้พัฒนาและก้าวกระโดดขึ้นสู่ความเป็นที่สมบูรณ์ทีละขั้น ๆ  จนถึงขั้นมนุษย์  ในมนุษย์โลกได้ก้าวถึงความเป็นจิตที่มีชีวิตภายใน  เสรีภาพ  ประวัติศาสตร์และคามสำเร็จ  โลกรู้ต้นกำเนิดและเป้าหมายของตนก็โดยทางมนุษย์เท่านั้น

  ง) เมื่อพูดถึงการกำเนิดมนุษย์  ไม่ว่าในครรภ์มารดา  หรือในท้องธรรมชาติโดยวิธีวิวัฒนาการ  เราสามารถพูดได้ว่าเป็น  “การสร้างโดยตรง” (immediata  creation)  ของพระเจ้า  เพราะว่าความสามารถพัฒนาและก้าวกระโดดเป็นสิ่งใหม่  อันเป็นสิ่งอยู่เหนือความสามารถของผู้กระทำจะกระทำด้วยตนเองได้  ดังนั้นต้องถือว่าเป็นงานสร้างของพระเจ้าโดยตรง  เพราะพระองค์ทรงเป็นฐานและเป็นพลังทำงานอยู่กับพระเจ้า  ในฐานะที่พระองค์ประทานวัตถุ (กาย) ที่จะวิวัฒน์ขึ้นมาเป็นมนุษย์  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า  พระเจ้าทรงเป็นเหตุแท้โดยตรง  ส่วนธรรมชาติและพ่อแม่นั้นเป็นเหตุร่วม


มนัส   จวบสมัย.  50 บทความ เทววิทยาใหม่  หน้าที่ 172 – 174.  กรุงเทพฯ:  ห.จ.ก.เทพนิมิตรการพิมพ์,  2528.

http://www.newmana.com/yabb/index.php?topic=10228.0

 

edit @ 28 Feb 2009 23:56:24 by ผู้อยู่ฝ่ายความจริง

Comment

Comment:

Tweet


BgVh9j <a href="http://ayierpguxrqy.com/">ayierpguxrqy</a>, [url=http://afpfpmtfwsmz.com/]afpfpmtfwsmz[/url], [link=http://nzlizksduqot.com/]nzlizksduqot[/link], http://tnozhlufpsfs.com/
#3 by BYfyQsbltTuKm (91.212.226.56) At 2010-09-16 08:22,
พระเจ้าสร้างมนุษย์และอภัยต่อความบาปทั้งปวงให้ทุกคน จงกลับใจใหม่ พระเจ้ารักคุณ^^
#2 by (110.49.41.22) At 2010-01-11 23:20,
สาระเข้มข้น big smile
#1 by tiew@fine At 2009-02-28 23:54,