2009/Oct/07

จากคนเขียนเรื่องผี  มาเป็นเขียนเรื่องพระ
โดยปีเตอร์   คาวานาห์

   เรื่องราวต่อไปนี้เป็นการสัมภาษณ์  แอน  ไรซ์  (Anne  Rice)  นักเขียนนวนิยายชุดแวมไพร์  ผีดูดเลือด  ที่ขายดีติดอันดับโลก  โดยผู้สื่อข่าวนิตยสาร  Messenger  of  St  Anthony  แอนน์  ไรซ์  ผู้นี้  หลังจากที่ละทิ้งศาสนาไปนาน  ได้หันกลับเข้าสู่พระศาสนจักรคาทอลิกดังเดิม




   แอนน์  ไรซ์  ทราบดีว่าฝีมือการเขียนนวนิยายของเธอประสบความสำเร็จสูงสุด  เนื่องจากคุณเนล  จอร์แดน  ได้นำนวนิยายของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์  และได้รับรางวัลออสการ์  ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  นำแสดงโดยทอม  ครูส  และแบรด  พิทท์  อย่างไรก็ตามความสำเร็จด้านวัตถุและความมีชื่อเสียงกลับทำให้เธอรู้สึกว่างเปล่า  หลงทาง  หวาดกลัว  และอ้างว้าง  เพราะหลายปีก่อนหน้านั้น  เธอหันหลังให้พระเจ้าผู้ทรงเป็นหลักชัยเดียวที่เธอควรยึดไว้ให้มั่น  เธอกล่าวถึงอดีตที่สิ้นหวังว่าเป็น  “ความหายนะทางใจ”  ที่เลวร้ายของชีวิต


   การหันคืนสู่ศาสนาของเธอเป็นเรื่องน่าทึ่ง  หลังจากที่เธอทิ้งศาสนาไปนานถึง  20  ปี  ซึ่งเป็นเวลาที่ผลงานของเธออยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีระดับโลก  นวนิยายที่เธอแต่งขึ้นเป็นเรื่องแวมไพร์  ผีดูดเลือด  และสรรพสัตว์ที่เป็น  “อมตะ”  ทั้งหลาย



   ผู้อ่านทั่วโลกตกตะลึง  เมื่อเธอหันกลับสู่ความเชื่อที่เธอเคยได้รับสมัยเป็นเด็ก  เธอเล่าเรื่องนี้ในหนังสือเล่มใหม่เรื่อง  Call  out  of  Darkness,  A  Spiritual  Confession  ซึ่งเล่าถึงการเดินทางในชีวิตที่น่าเศร้าของเธอ  เป็นสภาวะที่มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัยอย่างรุนแรง  และการ คืนดีที่เกิดจากแสงสว่างแห่งความจริง  ทั้งที่เกิดขึ้นเองและได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อน ๆ  คาทอลิก  เธอบรรยายการต่อสู้กับธรรมชาติมนุษย์อย่างกล้าหาญ
------------------------------------------------------------
วัยเด็กของแอนน์  ไรซ์  การศึกษาอบรมแบบคาทอลิก

   
แอนน์  ไรซ์  ในวัยเด็กประทับใจในการศึกษาอบรมแบบคาทอลิก  เธอมีความศรัทธามาก  ร่วมมิสซาทุกวัน  ทำนพวารเป็นประจำทุกสัปดาห์  เธอประทับใจในตัวซิสเตอร์และพระสงฆ์ที่ใจดี  และสอนให้เด็กทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งเสริมความเชื่อด้านศาสนาให้ เข้มแข็งยิ่งขึ้น  แอนน์  ไรซ์  เกิดเมื่อ  ค.ศ.1941  เธอได้รับชื่อที่ค่อนข้างประหลาดว่า  “Howard  Allen  O’Brien”  ตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงเรียน  เธอได้เลือกชื่อใหม่เป็น  “แอนน์”  และใช้ชื่อนี้ตลอดมา  เธออาศัยอยู่กับมารดาที่ติดเหล้าในเมืองนิวออลีนส์ชีวิตการศึกษาในวัยเด็ก ของเธออยู่ในสภาพแวดล้อม “คาทอลิก”   บันทึกของเธอบรรยายถึงบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกว่าศาสนาคาทอลิกเป็นบ่อกำเนิดของความดีทั้งหลาย  แต่ครอบครัวของเธอประสบชะตากรรมที่น่าเศร้า  จนเป็นสาเหตุให้เธอละทิ้งศาสนา



   มารดาของเธอเสียชีวิตเพราะติดสุราอย่างหนัก  ขณะที่เธออายุได้  14  ปี  บิดาแต่งงานใหม่และอพยพครอบครัวไปอยู่เท็กซัส  เธอจึงเข้าเรียนต่อในสังคมที่มิใช่คาทอลิก  เธอบรรยายว่า “เป็นครั้งแรกที่ดิฉันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาทอลิกเป็นชนกลุ่มน้อยจากนั้น ดิฉันก็ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นที่ถูกเก็บกดมานาน  ดิฉันแสวงหาทุกอย่างที่โลกสมัยใหม่ให้ได้  ดิฉันอ่านหนังสือของนักประพันธ์ที่มีแนวคิดว่ามนุษย์เป็นผู้กุมชะตากรรมของ ทุกสิ่ง  (existentialist)  ดิฉันใช้ยาเสพติด  ปล่อยตัวเรื่องเพศสัมพันธ์  และสนใจคุณค่าศาสนาของอินเดียและจีน  ขณะนั้นดิฉันเชื่อว่าโลกมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายใด ๆ  ต่อชีวิต  และชีวิตก็เป็นสิ่งที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง”
------------------------------------------------------------
แนวคิดที่มืดมน

   น้ำเสียงของเธอแสดงถึงความเสียใจ  เมื่อเธอกล่าวถึงช่วงที่เธอศึกษาในมหาวิทยาลัย  และการใช้ชีวิตกับ  “สตันไรซ์”  สามีที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน  40  ปี  สามีของเธอเป็นกวีและศิลปินชาวอเมริกัน  เขาชักนำให้เธอหันหลังให้พระเจ้า “ดิฉันเสียความเชื่อและยอมรับความคิดที่ว่าโลกสมัยใหม่เป็นฝ่ายถูกต้อง  และมนุษย์เราอาศัยอยู่ในโลกที่ไร้ความหมาย  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก  เพราะนับจากวันนั้นมาเป็นเวลา  38  ปี  ดิฉันไม่เคยรู้สึกว่าเป็นมนุษย์ที่ครบสมบูรณ์เลย”  

   การเปลี่ยนจากคาทอลิกไปเป็นนักประพันธ์อเทวนิยมระดับดาวรุ่งเกิดขึ้นหลัง จากที่ลูกสาวของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดอายุ  6  ขวบ  โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นตอกย้ำทัศนคติในการมองโลกของเธอ  ดังนั้น  เธอจึงเริ่มจับงานเขียนเรื่อง  Interview  with  the  Vampire  “การสัมภาษณ์ผีดูดเลือด”  ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของเธอ

“ดิฉันมิได้แสวงหาความเชื่อมากเท่ากับการที่พระเจ้าทรงแสวงหาตัวดิฉัน  เพียงแต่ว่าตอนนั้นดิฉันไม่ได้ใส่ใจเท่านั้นเอง”

   ผู้อ่านทั่วโลกคุ้นเคยกับนวนิยายชุดนี้  เพราะขายได้เกือบ  75  ล้านเล่มทั่วโลก  มีการวิจารณ์งานเขียนของเธอว่าตัวละครล้วนเป็น  “ผู้ที่เสียวิญญาณไปแล้ว”   และกำลังต่อสู้ระหว่างธรรมชาติของความดีและความเลว  เมื่อเธอมองย้อนกลับไปยังหนังสือที่เธอเขียน  เธอยอมรับว่าเป็นเรื่องการต่อสู้ของตัวเอง  ที่กำลังพยายามหาทางออกให้กับชีวิต  เธอตั้งคำถามกับตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมที่เธอจะเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องพึ่งพระเจ้า  การเป็นคนดีโดยไม่เป็นคาทอลิกจะเป็นไปได้ไหม  และเธอก็เข้าใจว่า  “นวนิยายที่เขียนขึ้นทั้งหมดคือ  การเขียนเปรียบเทียบโลกที่ไม่มีพระเจ้า  อันเป็นโลกที่ไร้ความหมายใด ๆ  และเป็นแนวคิดที่มืดมน”



   การ หันกลับสู่พระเจ้าและพระศาสนจักรของเธอ  มิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน  แต่เป็นการเดินทางในความมืดที่ยาวนานถึง  38  ปี  เธอกล่าวว่าเป็น “38  ปีแห่งการจาริกแสวงบุญกลับสู่พระเจ้า”  ตลอดช่วงเวลานั้นเธอและสามีได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก  ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย  เพราะ  “ดิฉันอยากจะไปดูสถานที่ต่าง ๆ  ที่นำผู้คนจำนวนมากสู่ความสุขและความชื่นชมยินดี  ทุกที่ที่ดิฉันไป  ดิฉันได้สะสมสายประคำ  รูปพระต่าง ๆ  ภาพศักดิ์สิทธิ์  และภาพนักบุญต่าง ๆ  ที่ดิฉันเคยรู้จักอย่างดีเมื่อตอนเป็นเด็ก  การเดินทางของดิฉันเป็นลักษณะของ  “นักมานุษยวิทยา  นักโบราณคดี”  ที่สนใจแต่เรื่องของภูมิปัญญา”
------------------------------------------------------------
ถูกชำระให้สะอาด

   ปัจจุบัน  เธอยอมรับว่า  พระเจ้าทรงติดตามเธอมาโดยตลอด  “ดิฉันมิได้แสวงหาความเชื่อมากเท่ากับการที่พระเจ้าทรงแสวงหาตัวดิฉัน  เพียงแต่ว่าตอนนั้นดิฉันไม่ได้ใส่ใจเท่านั้นเอง”  จนกระทั่งเมื่อดิฉันไปกรุงโรมในปี  1998  ดิฉันร่วมเดินทางไปกับกลุ่ม  “คาทอลิกใจศรัทธา”  และขณะที่กำลังร่วมมิสซาตอนค่ำที่มหาวิหารนักบุญเปโตร  ดิฉันรู้สึกดื่มด่ำกับความงามภายในของมหาวิหาร  จารีตพิธี  และเสียงเพลง  และเมื่อถึงตอนรับศีลมหาสนิท  ดิฉันถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  ดิฉันปรารถนาจะรับศีล  แต่ทราบดีว่าวิญญาณของตนไม่อยู่ในสถานะที่จะรับศีลได้   ดิฉันให้ความเคารพต่อศาสนาที่เคยถือมามากเกินกว่าจะทำตามความปรารถนาที่มีอยู่  ดิฉันทราบดีว่า  ลึกลงไปในจิตใจ  ดิฉันโหยหาศีลมหาสนิท  ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกชำระให้สะอาด  จากบางสิ่งที่กำลังแสวงหาดิฉันอยู่”  หลังจากที่เธอเดินทางกลับถึงอเมริกา  เธอก็ยังเขียนหนังสือบรรยายถึงแวมไพร์ผีดูดเลือด  ที่กำลังโกรธจัดมากกว่าทุกเล่มที่เคยเขียนมาก่อน  เต็มไปด้วยภาพมัจจุราชแห่งโลกที่มืดมิด  โลกที่ปราศจากความหวังที่จะได้ผุดได้เกิด  เป็นเรื่องที่พรรณนาถึงความดีและความเลว  โดยมีการไตร่ตรองไว้เป็นอย่างดี  และหลังจากนั้นเธอก็หันหลังให้กับเรื่องเหล่านี้โดยสิ้นเชิง



   ก่อนที่จะกลับเข้าสู่พระศาสนจักรเธอมีสิ่งที่ต้องทำอยู่ไม่น้อย  เนื่องจากทั้งเธอและสามีเป็น  “นักอเทวนิยมสุดขั้ว”  ทั้งสองแต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่งในวัดคาทอลิกที่นิวออร์ลีนส์  ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ  “สามีเข้าใจดีถึงความจำเป็นในเรื่องนี้  และยินดีปฏิบัติตามข้อบังคับของพระศาสนจักรพร้อมกับดิฉันอย่างจริงใจ  และไม่นานต่อมาสามีดิฉันก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง”
------------------------------------------------------------
นักเขียนเพื่อพระเจ้าเท่านั้น

   สำหรับผู้อ่านนับล้านคน  การตัดสินใจกลับเป็นคาทอลิกของแอนน์  ไรซ์  เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด  ในฐานะอาชีพนักประพันธ์  เธอทราบดีว่าเธอสามารถใช้พรสวรรค์ทำงานเพื่อพระเจ้า  “เขียน เพื่อพระองค์  และเพื่อพระองค์เท่านั้น  ดิฉันคิดว่า  ความคิดสร้างสรรค์ที่ดิฉันมีเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้  และดิฉันมีเรื่องในสมองอย่างเหลือล้นจนหยุดเขียนไม่ได้”





   เธอตัดสินใจเขียนเรื่องพระชีวประวัติของพระเยซูเจ้า  ในลักษณะของนวนิยายขึ้น  1  ชุด  เป็นหนังสือ  4  เล่ม  เล่มแรกมีชื่อว่า  Christ  the  Lord,  out  of  Egypt  “พระคริสตเจ้าเสด็จออกจากประเทศอียิปต์”  พิมพ์ในปี  2005  เป็นหนังสือที่สร้างความตกตะลึงแก่ผู้อ่าน  และหนังสือในชุดใหม่ของเธอคือ  From  Vampires  to  Christ  “จากแวมไพร์ผีดูดเลือดสู่พระคริสต์”  เธอพบว่าผู้อ่านที่เป็นแฟนนวนิยายเรื่องผีดูดเลือดของเธอจำนวนมาก  เปลี่ยนไปเป็นผู้อ่านเรื่องของพระคริสตเจ้า  และผู้ที่ไม่เคยอ่านหนังสือของเธอมาก่อนอีกไม่น้อย  ก็เริ่มอ่านหนังสือที่เธอเขียน 



หนังสือเล่มที่สองในชุดใหม่ชื่อ Christ  the  Lord,  the  Road  to  Cana  “เสียงกู่ร้องให้พ้นจากเงามืด  :  การสารภาพจากใจ”   เป็นงานเขียนที่เกิดจากแรงบันดาลใจที่แตกต่างจากการเขียนเรื่องของพระคริสต์  เพราะ “ดิฉันต้องการเขียนในลักษณะการใช้สติปัญญาในเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า  มีหนังสือหลายเล่มในช่วง  2-3  ปีนี้  ที่ตราหน้าคริสตชนว่าเป็นคนโง่   ดิฉันจึงตัดสินใจเขียนและจำเป็นต้องเขียนเรื่องที่มีผู้อ่านมากพอ  เป็นเรื่องที่แพร่หลายสำหรับผู้อ่านที่มีการศึกษา  สามารถตัดสินใจเลือกทางเดินกลับคืนสู่พระเจ้า  เพราะดิฉันเห็นว่าสิ่งนี้เป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้สติปัญญาที่ล้ำลึก”  ขณะเดียวกันเธอยอมรับว่าเรื่องของเธอมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย  แต่เธอก็วางใจในพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก  เธอทราบดีว่าเธอมีความคิดเห็นแตกต่างจากพระศาสนจักรในหลายเรื่อง  แต่การวางใจในพระเจ้า  “หมายถึงการยอมปล่อยให้ข้อขัดแย้งทั้งหลายเกี่ยวกับพระศาสนจักรคาทอลิก ดำเนินไปตามครรลอง”  เธอไม่เคยคิดว่าพระศาสนจักรถูกต้องสมบูรณ์แบบ  เธอชื่นชมธรรมชาติที่แท้จริงของการยอมรับว่า  “การกลับคืนสู่บ้านแท้ของเราเป็นเรื่องที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า”  เธอเขียนจากความทรงจำอันความเจ็บปวดที่ต้องเลือกระหว่างความเชื่อส่วนตัวกับ สิ่งที่พระศาสนจักรเชื่อ  ซึ่งปัจจุบันเธอเชื่อว่าเป็นการเลือกที่แตกต่างกัน  “ดิฉัน จะไม่จากพระองค์ไปอีกแล้ว  ไม่ว่าจะมีเรื่องอื้อฉาวใด ๆ  เกิดขึ้นในพระศาสนจักร  หรือมีการบาดหมางกันในพระศาสนจักรบนโลกนี้  และดิฉันก็จะไม่ออกจากพระศาสนจักรอีกต่อไปแล้ว”



   ผู้อ่านหนังสือของเธอให้การต้อนรับอย่างดี  นิตยสารไทม์เขียนถึงเธอว่า  “แอน์  ไรซ์  เป็นนักเขียนระดับเดียวกับ  Clive  Staples  Lewis  ซึ่งเป็นนักเขียนปกป้องความเชื่อ  ผู้เขียนเรื่อง  The  Chronicles  of  Narnia  “อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย”
------------------------------------------------------------
งานเขียนในอนาคต

   แอนน์  ไรซ์  มิได้ปฏิเสธหนังสือเรื่องแวมไพร์ของเธอ  เพราะ  “หนังสือเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการเดินทางของดิฉัน”  และเธอก็ไม่เสียใจที่จะทิ้งหนังสือพวกนั้น  “ดิฉันอยากเขียนนวนิยายที่มีการผจฐภัย  และให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน  ดิฉัน วางแผนจะเขียนหนังสืออีกชุดหนึ่งชื่อ  The  Songs  of  Seraphim  “บทเพลงของเทวดาเซราฟิม”  ซึ่งบรรยายการผจฐภัยของเหล่านิกรเทวดาบนโลกมนุษย์  ดิฉันยังอยากเขียนเรื่องของคริสต์มาส  ซึ่งอาจแข่งกับชาร์ลส์ดิ๊กเคนส์  และอยากเขียนนิยายเกี่ยวกับพระศาสนจักรในยุคเริ่มแรกด้วย”

   แอนน์ไรซ์  เป็นผู้รอบรู้  เธออ่านและค้นคว้าอย่างหนักก่อนจะเขียนนวนิยายแต่ละเรื่อง  เธอศึกษาเทววิทยาประวัติพระศาสนจักร  และประวัติศาสตร์โลกในช่วง  2000  ปีที่ผ่านมา  เธอรับฟังเมื่อมีผู้แสดงความเห็นแตกต่างไปจากการตีความและการให้รายละเอียด ของเธอ  เพราะเธอถือว่าสิ่งนี้คือส่วนหนึ่งของชีวิตนักประพันธ์และนักคิดแต่ท้ายที่ สุดแล้ว  เธออยากให้ผู้คนมองว่า  เธอเป็นคริสตชนและเป็นมนุษย์ที่ทำผิดได้คนหนึ่ง

   ในวัดนักบุญฟรังซิส  อัสซีซีในรัฐแคลีฟอร์เนีย  แอนน์ไรซ์  สวดภาวนาต่อหน้ารูปนักบุญฟรังซิส  อัสซีซี  ว่า  “ดิฉัน เป็นมนุษย์ที่เคยทำผิด  เป็นคริสตชนคนหนึ่งที่แสวงหารอยแผลศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ในดวงใจ  ในวิญญาณ  และในชีวิตประจำวันของดิฉัน”



   ก่อนจบการสัมภาษณ์มีคำถามว่า  ทำไมบนปกหนังสือเรื่อง  Call  out  of  Darkness,  A  Spiritual  Confession  จึงมีรูปเธอยืนอยู่หลังรูปนักบุญอันตน  นักบวชคณะฟรังซิสกัน  เธอตอบว่าท่านนักบุญเป็นผู้ที่อยู่ในใจของเธอมาตลอด  นอกจากนั้น  เธอมีคุณสมบัติที่คล้ายท่าน  คือมีพลังดึงดูดผู้คนได้มากตลอดชีวิตวัยเด็กที่บ้านของเธอมีรูปท่านนักบุญ ตั้งอยู่  และเมื่อเป็นผู้ใหญ่เธอเริ่มสะสมรูปนักบุญ  และรูปนักบุญอันตนอุ้มพระกุมารคือรูปแรกที่เธอซื้อทุกวันนี้เธอยังคงตั้งรูป นักบุญอันตนไว้ในสำนักงานของเธอ

“ดิฉันจะไม่จากพระองค์ไปอีกแล้ว”

ปี เตอร์  คาวานาห์.  นิตยสารแม่พระยุคใหม่  นิตยสารราย 2 เดือน ฉบับที่ 29 กรกฎาคม – สิงหาคม 2522  หน้าที่  16 – 19.  กรุงเทพฯ:  คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร,  2551.
http://www.newmana.com/yabb/index.php?topic=11225.0

 

edit @ 7 Oct 2009 03:04:29 by ผู้อยู่ฝ่ายความจริง

Comment

Comment:

Tweet


It was really a good news for all of us.I am eagerly waiting for that time.Thanks for sharing.Thanks. big smile
#4 by essaydream.com (66.187.64.146) At 2013-07-28 16:34,
There are a lot of cool things in our world, nevertheless a term papers writing is not the best one. Nonetheless, a professional editing service is able to change this situation selling essays. Hence, university students can relax.
#3 by written essays (193.105.210.41) At 2011-08-13 03:19,
It is known that cash can make us free. But what to do when somebody does not have cash? The only one way is to try to get the home loans or secured loan.
#2 by credit loans (95.64.12.20) At 2011-08-05 18:57,
iWZL5u <a href="http://piffmyjqebfh.com/">piffmyjqebfh</a>, [url=http://pnrshxszxukk.com/]pnrshxszxukk[/url], [link=http://swvfnqflowqd.com/]swvfnqflowqd[/link], http://xzmemfcpbsbz.com/
#1 by omjypg (173.212.206.186) At 2010-07-03 18:22,